Sunk cost ในชีวิต (๑)

มกราคม 15, 2008

ผมซื้อรถอายุร่วม 20 กว่าปีมาใช้ได้ 5 ปีกว่าๆ

วันหนึ่งผมก็ต้องมีอันต้องขายรถคันนี้ไป ด้วยเหตุที่ผมไม่สามารถขับรถพร้อมกันสองคันได้

ผมควรจะตั้งราคาขายเท่าไหร่ดีหละ

ตอนที่ผมซื้อมาครั้งแรก ผมซื้อมาในราคา 48,000 บาท

ซื้อมาวันแรกผมก็เจออุบัติเหตุ จ่ายค่าซ่อมรถไปร่วม 20,000 บาท

ผมซื้อเครื่องเสียงมาติดรถในราคาร่วม 7,000 บาท (เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา ทุกอย่างของรถดังหมด ยกเว้นเครื่องเสียง)

ระหว่างที่ขับ ในบางเดือนผมต้องซ่อมอะไรต่อมิอะไรอีกจิปาถะ

ผมคิดสะระตะแล้วค่าใช้จ่ายสำหรับรถคันนี้ในการบำรุงรักษา ร่วมแสนกว่าๆ

แต่มันก็ทำหน้าที่ในการเป็นพาหนะที่ดี

และช่วยขยายขอบเขตการแสวงหาความสุขตลอดที่มันมาอยู่กับผมได้เป็นอย่างดี

ผมควรตั้งราคาเท่าไหร่

ผมถามช่างประจำตัวผมระหว่างที่ผมให้เขาช่วยจัดการซ่อมรถเล็กๆน้อยๆ

เขาไม่ยอมตอบคำถามผม

แต่ก่อนกลับเขาบอกผม คงประมาณ 10,000 กว่าๆ

พระเจ้า! ผมอุทานในใจ รถที่ผมดูแลรักษาซื้อมาร่วม 50,000 ร่วมค่าำบำรุงรักษาร่วม 100,000 นี่นะ

ผมหัวเราะหึๆ

ผมกลับมาตั้งราคาเอง

ผมเริ่มต้นที่ราคา 40,000 บาท แต่ก็ไม่ได้ติดประกาศขายแต่ประการใด

เพียงแต่บอกน้องที่รู้จักคนหนึ่งว่าสนใจจะซื้อหรือไม่ น้องที่รู้จักมาดูและถ่ายรูปไปให้เพื่อนที่สนใจดู

เงียบหายไป

ต่อมารุ่นน้องนำรถไปให้อีกคนหนึ่งดู ผมให้ราคาไป 35,000

คำตอบ ก็เงียบหายไป

วันหนึ่งมีคนโทรมาสนใจจะซื้อ

พ่อค้าคนกลางซื้อซากรถ พาเพื่อนมาดูเพื่อหารถไปขับ

เขาประเมินมา 25,000 บาท ตอนดูครั้งแรก

พอลองนำไปขับก็ขอต่อราคาลงอีกเพราะอาการรถของผมมันก็หนักหนาสาหัส ที่จะต้องนำไปซ่อมอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะ

เขาต่อราคาไปอยู่ที่ 21,500 บาท ผมยอมลดให้ได้อีก3,000 บาท เพราะขี้เกียจที่จะวุ่นวายกับการขายรถ

ผมยืนยันที่จะขาย 22,000 บาท

การต่อรองทำท่าจะไม่ได้ข้อตกลง

แปลกดี ผมไม่ยอมลดลงมาอีก 500 บาท ตามที่เขาต้องการ เพราะผมรู้สึกว่าผมผ่อนปรนให้เขาพอสมควรแล้ว

ขณะเดียวกัน ผมก็ตระหนักดีถึงsunk cost ที่เกิดขึ้น และ Incremental cost ที่จะเกิดขึ้นอีกถ้าผมยังครอบครองรถผมอีกต่อไป

เช่นค่าบำรุงรักษา ค่าต่อทะเบียน ค่าประกัน ซึ่งคิดแล้วก็คงร่วม 10,000 บาท ซึ่งผมก็ไม่อยากจ่ายอีกต่อไปแล้ว

และผมก็คงตั้งราคาไว้ที่ 30,000 up และคงหาคนซื้อยาก ราคาที่แท้จริงเมื่อหักลบแล้วก็ไม่แตกต่างจากที่ได้ตรงนี้ เผลอๆอาจได้ต่ำกว่า

ซึ่งดูเหมือนพ่อค้าจะรู้ถึงจุดอ่อนตรงนี้ เขาพยายามใช้จุดนี้เป็นข้อต่อรอง

เหอๆๆๆๆ ผมล่ะยกย่องพ่อค้าในความรู้เรื่อง sunk cost และ incremental cost ของพ่อค้าคนนี้จริงๆ

แต่ 500 บาทที่เขาขอลดลงอีก จริงๆ เป็นราคาที่ผมขายได้ แต่ 500 บาทนี่ ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์

แต่เป็นเหตุผลทางจิตใจ การแสดงอำนาจการต่อรองที่สูงกว่า

เราตกลงกันไม่ได้ เพราะคนซื้อต้องการ 21,5000 ส่วนผมต้องการขายที่ 22,000

ผมกล่าวขอบคุณเขาที่สนใจรถผม

ส่วนเขาทั้งสองก็ขึ้นรถเพื่อจะกลับ

ราคาของการไม่สามารถตกลงกันได้อยู่ที่แค่ 500 บาท

ไม่น่าเลยตู จริงๆ ก็เคยจ่ายอะไรที่ไร้สาระในราคา 500 บาท แต่ไม่ยอมจ่ายเพื่อเงิน 21,500 บาท

สุดท้าย เขาทั้งสองก็ลงจากรถยอมซื้อที่ราคา 22,000 บาท

hahaha ในที่สุดผมก็เอาชนะพ่อค้าที่ไม่ได้จบเศรษฐศาสตร์มาได้

เกือบแย่เลยเรา อุตส่าห์ร่ำเรียนเศรษฐศาสตร์ตั้งสองปริญญามา

เดี๋ยวครั้งหน้า ผมจะมาอธิบาย คำว่า Sunk cost, Incremental cost และเหตุใดราคารถยนต์เก่าๆที่น่าจะมีประโยชน์กว่ามอเตอร์ไซด์เก่าๆ จึงถูกกว่ามอเตอร์ไซด์บางคันโดยอาศัยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์อธิบาย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.